ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปบ้าง คือเรื่องผลกระทบของ Economic Release หรือตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาจากภาครัฐหรือสถาบันการเงินเนี่ยแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น CPI, GDP, Non-Farm Payrolls หรือแม้แต่ Fed's interest rate decision
คนส่วนใหญ่มักจะคิดแค่ว่าตัวเลขออกมาดีตลาดก็ขึ้น ตัวเลขออกมาแย่ตลาดก็ลง ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกครับในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยครับ
ลองนึกภาพนะครับ บางทีตัวเลขออกมาแย่กว่าที่คาด แต่ตลาดกลับพุ่งเอ้าท์บาร์ อันนี้เจอกันบ่อยไหมครับ? หรือบางทีตัวเลขดีเยี่ยม แต่กราฟ $NIKKEI กลับวิ่งลงอย่างกับจะจบสิ้นโลก แบบที่วันนี้ $BBL ลงไป -2.43% ทั้งที่ตลาดอื่นก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
หัวใจสำคัญคือ: "การตีความ" และ "ความคาดหวังของตลาด" ครับ
ก่อนที่ตัวเลขจะออก ตลาดจะมีการ Price In ความคาดหวังเข้าไปในราคาแล้วครับ ถ้าตัวเลขออกมา Exactly as Expected บางทีตลาดก็อาจจะนิ่งๆ หรือไปต่อตามเทรนด์เดิม เพราะมันไม่ได้มี "เซอร์ไพรส์" อะไรให้ตลาดต้องปรับตัวไงครับ
แต่ถ้าตัวเลข Better Than Expected เยอะๆ ตลาดอาจจะพุ่งแรง แต่ถ้ามัน Worse Than Expected หรือแย่กว่าที่คาดไว้มากๆ ตลาดก็อาจจะดิ่งเหวครับ (ในกรณีที่ข่าวร้ายนั้นไม่มีอะไรดีซ่อนอยู่)
ทีนี้ ถ้าตัวเลขออกมา Better Than Expected เล็กน้อย หรือ Worse Than Expected เล็กน้อย ตลาดก็อาจจะวิ่งไปอีกทิศทางได้ครับ เช่น ตัวเลขออกมาดีกว่าคาดนิดหน่อย แต่ตลาดตีความว่า "ไม่พอ" ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ย หรืออาจจะหมายถึงเศรษฐกิจยังไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ต้องการจริงๆ ตลาดก็อาจจะร่วงได้เหมือนกันครับ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Fed ออกมาประกาศว่าจะลดดอกเบี้ย แต่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะลดมากกว่านี้ ตลาดก็อาจจะผิดหวังแล้วเทขายออกมาได้เลยครับ แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วการลดดอกเบี้ยจะเป็นเรื่องดีต่อตลาดหุ้น
สรุปง่ายๆ ครับ การเทรดตาม Economic Release เนี่ย ไม่ใช่แค่ดูว่าตัวเลขเขียวหรือแดง แต่มันคือการ "อ่านเกม" ว่าตลาดคาดหวังอะไร และตัวเลขที่ออกมานั้น "ตรงใจ" ตลาดแค่ไหน และที่สำคัญคือ "ตลาดจะตีความอย่างไรต่อไป" ครับ ผมเห็นมาเยอะแล้วครับ ที่เข้าตามตัวเลขเป๊ะๆ แต่โดนลากจนต้องกลับมาดู $DOT 0.824 กันใหม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ลองเอาไปคิดดูนะครับ ว่ารอบหน้าจะเข้าออเดอร์ตอนข่าวออกเนี่ย จะมองแค่ตัวเลข หรือจะมองภาพรวมและความคาดหวังของตลาดประกอบกันด้วยครับ