Yield Farming: ต้นทุนของการไล่ตาม APY เหนือการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ
แปลอัตโนมัติจากต้นฉบับ · อ่านต้นฉบับ (English)
ช่วงนี้ได้ทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากช่วง DeFi บูมเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่อง yield farming ความผิดพลาดของผมไม่ใช่การเทรดที่แย่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นข้อผิดพลาดเชิงระบบในการเข้าหาโปรโตคอลใหม่ๆ ผมหลงไปกับเสียงไซเรนของ APY ที่สูงลิ่ว ซึ่งมักจะโฆษณาเป็นร้อยหรือแม้กระทั่งพันเปอร์เซ็นต์ และปล่อยให้สิ่งนั้นบดบังกระบวนการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของผมไปโดยสิ้นเชิง
ผมจำได้ชัดเจนถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ฟาร์มใหม่เปิดตัวด้วยตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ แทนที่จะเจาะลึกเรื่อง tokenomics ตรวจสอบประวัติทีม ทำความเข้าใจการตรวจสอบสัญญาอัจฉริยะ (หรือการขาดการตรวจสอบ) หรือแม้แต่ดู TVL และสภาพคล่อง ผมก็แค่กระโดดเข้าไปเลย ตรรกะง่ายๆ คือ: เข้าไปเร็วๆ ฟาร์มโทเค็น ขายมันอย่างรวดเร็วก่อนที่ APY จะลดลงหรือราคาจะดิ่งลง สิ่งที่ผมล้มเหลวในการคำนึงถึง นอกเหนือจากความเสี่ยงที่ชัดเจนของการถูกโจมตีสัญญาอัจฉริยะหรือ rug pulls คือภาวะเงินเฟ้อของโทเค็นและการอยู่รอดในระยะยาวของโปรเจกต์ ราคาโทเค็นที่ฟาร์มมาพังทลายเร็วกว่าที่ผมจะขายได้มาก และ impermanent loss จากการจัดหาสภาพคล่องของผมก็ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น มันไม่ใช่การขาดทุนทั้งหมด แต่มันได้กวาดล้างผลตอบแทน 'ที่รับประกัน' ไปเป็นจำนวนมาก บทเรียนที่สำคัญที่สุดคืออะไร? การไล่ตาม APY โดยไม่เข้าใจกลไกพื้นฐาน พื้นฐานของโปรเจกต์ และโมเดลเศรษฐกิจของโทเค็น ก็คือการพนันดีๆ นี่เอง การชะลอตัว ทำการวิจัย และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยั่งยืนเหนือตัวเลขพาดหัวข่าวเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้ง ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าและมั่นคงจากโปรโตคอลที่ผ่านการทดสอบมาแล้วก็ทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว มากกว่าความฝันที่ฉาบฉวยและมีความเสี่ยงสูง